น้ำเสียเป็นของคู่กันกับการประกอบธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ โรงแรมหรู อาคารสำนักงาน หรือแม้แต่ร้านอาหารเล็กๆ สิ่งที่ตามมาจากการใช้น้ำในกระบวนการผลิตหรือการอุปโภคบริโภคคือน้ำทิ้งที่สกปรกและปนเปื้อน หากเราปล่อยน้ำเหล่านี้ลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะโดยไม่ผ่านการบำบัด ผลเสียที่จะตามมาไม่ใช่แค่เรื่องของสิ่งแวดล้อมเน่าเสีย ปลาตาย หรือชาวบ้านร้องเรียนเท่านั้น แต่ยังหมายถึงโทษทางกฎหมาย ทั้งจำทั้งปรับ และอาจรุนแรงถึงขั้นถูกสั่งปิดกิจการชั่วคราวเพื่อปรับปรุงระบบ ซึ่งนั่นคือฝันร้ายของคนทำธุรกิจทุกคน คำถามที่หลายคนสงสัยเมื่อต้องเริ่มวางแผนจัดการน้ำเสียคือ ระบบบำบัดน้ำเสีย มีกี่แบบ แล้วแบบไหนที่เหมาะกับธุรกิจของเราที่สุด เพราะแต่ละระบบก็มีต้นทุนการก่อสร้างและค่าใช้จ่ายในการเดินระบบที่ต่างกัน วันนี้เราจะมาสรุปเรื่องเทคนิคยากๆ ให้กลายเป็นเรื่องง่าย เพื่อให้คุณตัดสินใจได้แม่นยำขึ้นและคุ้มค่าเงินลงทุนมากที่สุด
สารบัญ
Toggleทำไมต้องมีระบบบำบัดน้ำเสีย แค่ปล่อยลงท่อระบายน้ำเลยไม่ได้เหรอ
ก่อนจะไปดูว่ามีกี่แบบ ต้องเข้าใจก่อนว่าทำไมเราต้องทำ กฎหมายสิ่งแวดล้อมบ้านเราเข้มงวดมากเรื่อง มาตรฐานน้ำทิ้ง ยิ่งเป็นโรงงานหรืออาคารขนาดใหญ่ จะมีเกณฑ์กำหนดค่าความสกปรกต่างๆ เช่น ค่า BOD ค่า COD หรือปริมาณไขมัน ไว้อย่างชัดเจน น้ำเสียจากแต่ละแหล่งมีความสกปรกไม่เหมือนกัน น้ำจากโรงงานชุบโลหะอาจเต็มไปด้วยสารพิษ ส่วนน้ำจากโรงงานแปรรูปอาหารอาจเต็มไปด้วยเศษอาหารและไขมัน ถ้าปล่อยลงท่อสาธารณะเลย ท่อจะอุดตัน ส่งกลิ่นเหม็นเน่า และทำลายระบบนิเวศ ระบบบำบัดน้ำเสียจึงทำหน้าที่เหมือนเครื่องกรองของเสียขนาดใหญ่ ที่จะช่วยลดค่าความสกปรกเหล่านั้นให้อยู่ในเกณฑ์ที่กฎหมายยอมรับได้ ก่อนที่จะปล่อยออกสู่ภายนอก ซึ่งถือเป็นความรับผิดชอบต่อสังคมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

แบ่งตามหลักการทำงาน ระบบบำบัดน้ำเสีย มีกี่แบบ กันแน่
ถ้าจะแบ่งประเภทของระบบบำบัดน้ำเสียตามกลไกการทำงานหลักๆ เราสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทใหญ่ๆ ซึ่งแต่ละแบบก็จะมีพระเอกและหน้าที่ต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าศัตรู หรือของเสียที่เราต้องการกำจัดนั้นคืออะไร
-
ระบบบำบัดทางกายภาพ (Physical Treatment) เป็นด่านหน้าสุด เปรียบเหมือนยามเฝ้าประตู ทำหน้าที่แยกของแข็งขนาดใหญ่ออกมาก่อน เช่น เศษขยะ ถุงพลาสติก เศษไม้ หรือทราย วิธีการก็ตรงไปตรงมา คือการใช้ตะแกรงดักขยะ ถังดักกรวดทราย หรือถังดักไขมัน เพื่อลดภาระให้กับระบบบำบัดในขั้นต่อไป ไม่ให้น้ำเสียมีความเข้มข้นมากเกินไป
-
ระบบบำบัดทางเคมี (Chemical Treatment) เหมาะสำหรับน้ำเสียที่มีสารปนเปื้อนที่มองไม่เห็น หรือละลายอยู่ในน้ำ เช่น โลหะหนัก สีจากโรงงานฟอกย้อม หรือน้ำที่มีความเป็นกรดด่างสูง หลักการคือการเติมสารเคมีลงไปเพื่อให้เกิดปฏิกิริยา ตกตะกอนสารพิษเหล่านั้นออกมาเป็นของแข็ง แล้วแยกออกจากน้ำใสอีกที ระบบนี้ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญในการคำนวณปริมาณสารเคมีให้พอดี
-
ระบบบำบัดทางชีวภาพ (Biological Treatment) นี่คือระบบที่นิยมใช้มากที่สุดในโลก เพราะประหยัดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม หลักการคือการเลี้ยงเชื้อจุลินทรีย์ไว้ในบ่อบำบัด แล้วปล่อยให้จุลินทรีย์เหล่านั้นกินของเสียในน้ำเป็นอาหาร เมื่อของเสียถูกกินหมด น้ำก็จะใสสะอาดขึ้น ระบบนี้เหมาะมากกับน้ำเสียที่มีสารอินทรีย์ปนเปื้อน เช่น น้ำจากโรงงานอาหาร โรงพยาบาล หรือชุมชน

เจาะลึกระบบที่โรงงานและอาคารส่วนใหญ่นิยมใช้
เมื่อเรารู้หลักการกว้างๆ แล้ว ทีนี้มาลงลึกกันที่ตัวระบบจริงๆ ที่เรามักจะเห็นกันบ่อยๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการ บำบัดน้ำเสียทางชีวภาพ เพราะจัดการง่ายและต้นทุนต่ำกว่าแบบเคมี โดยแบ่งย่อยได้อีกตามการใช้ออกซิเจน
ระบบบ่อผึ่ง (Stabilization Pond)
เป็นระบบที่เรียบง่ายที่สุด คือการขุดบ่อดินขนาดใหญ่แล้วปล่อยน้ำเสียลงไปพักไว้ ให้ธรรมชาติบำบัดตัวเองโดยอาศัยแสงแดด สายลม และสาหร่ายในการเติมออกซิเจน ข้อดีคือลงทุนต่ำมาก ดูแลรักษาง่าย แทบไม่ต้องใช้เครื่องจักร แต่ข้อเสียคือต้องใช้พื้นที่มหาศาล และอาจส่งกลิ่นเหม็นรบกวนชุมชนรอบข้างได้ เหมาะกับโรงงานในชนบทที่มีที่ดินเหลือเฟือ
ระบบบ่อเติมอากาศ (Aerated Lagoon)
เป็นการอัปเกรดจากบ่อผึ่ง โดยการติดตั้งเครื่องเติมอากาศแบบทุ่นลอย หรือกังหันตีน้ำ ลงไปในบ่อ เพื่อเพิ่มออกซิเจนให้จุลินทรีย์ทำงานได้เร็วขึ้น ประสิทธิภาพดีกว่าบ่อผึ่งและใช้พื้นที่น้อยลง แต่ก็ต้องแลกมาด้วยค่าไฟสำหรับเดินเครื่องเติมอากาศ เหมาะกับโรงงานขนาดกลางถึงใหญ่ที่มีพื้นที่พอสมควร
ระบบ Activated Sludge (AS) หรือระบบตะกอนเร่ง
นี่คือระบบที่เป็นพระเอกของ ระบบบำบัดน้ำเสียโรงงาน และอาคารสูงในเมือง เพราะใช้พื้นที่น้อยแต่ประสิทธิภาพสูงมาก หลักการคือการเลี้ยงตะกอนจุลินทรีย์จำนวนมหาศาลไว้ในถังคอนกรีต แล้วเป่าอากาศลงไปอย่างหนักหน่วง เพื่อให้จุลินทรีย์กินของเสียอย่างรวดเร็ว จากนั้นน้ำจะไหลไปที่ถังตกตะกอนเพื่อแยกน้ำใสออกจากตัวจุลินทรีย์ น้ำใสก็ปล่อยทิ้งไป ส่วนจุลินทรีย์ก็สูบกลับมาใช้งานใหม่ วนเวียนไปเรื่อยๆ ข้อดีคือบำบัดน้ำได้สะอาดมาก ไม่มีกลิ่นรบกวน แต่ข้อเสียคือค่าก่อสร้างแพง อุปกรณ์เยอะ และค่าไฟสูง รวมถึงต้องมีคนดูแลที่มีความรู้คอยควบคุมระบบ
จะรู้ได้ยังไงว่าโรงงานของเราเหมาะกับระบบแบบไหน
การเลือกระบบบำบัดน้ำเสียเหมือนการตัดเสื้อสูท มันไม่มีแบบสำเร็จรูปที่ใส่ได้พอดีกับทุกคน ปัจจัยแรกที่ต้องดูคือ ลักษณะของน้ำเสีย น้ำเสียของคุณเป็นแบบไหน ถ้ามีแป้ง น้ำตาล โปรตีนเยอะ แบบโรงงานขนมปัง ก็ไปทางชีวภาพได้เลย แต่ถ้าเป็นโรงงานชุบโครเมียม ก็ต้องไปทางเคมี ปัจจัยต่อมาคือ พื้นที่ ถ้ามีที่ดินจำกัด ระบบ Activated Sludge หรือระบบ SBR (Sequencing Batch Reactor) จะตอบโจทย์กว่าบ่อดิน ปัจจัยที่สามคือ งบประมาณ ทั้งงบก่อสร้างและงบเดินระบบระยะยาว บางระบบสร้างถูกแต่ค่าไฟแพง บางระบบสร้างแพงแต่ค่าไฟถูก ต้องคำนวณจุดคุ้มทุนให้ดี และสุดท้ายคือ บุคลากร คุณมีทีมงานที่ดูแลระบบเป็นไหม ถ้าระบบซับซ้อนมากแต่คนดูแลไม่เป็น ระบบก็ล่มได้ง่ายๆ
ปัญหาที่พบบ่อยเมื่อเลือกผิดระบบ หรือดูแลไม่ดี
ปัญหาสุดคลาสสิกที่เจอประจำคือ กลิ่นเหม็น ซึ่งมักเกิดจากการที่ระบบบำบัดทำงานไม่ทัน หรือปริมาณออกซิเจนไม่พอ ทำให้เกิดการเน่าเสียแบบไร้อากาศ อีกปัญหาคือ ค่าน้ำไม่ผ่านเกณฑ์ เวลาเจ้าหน้าที่ราชการมาตรวจทีไรก็ตกม้าตายทุกที เสียค่าปรับกันบานตะไท สาเหตุมักมาจากการที่โรงงานเพิ่มกำลังการผลิต ทำให้น้ำเสียมีปริมาณมากกว่าที่ระบบถูกออกแบบไว้ (Overload) หรือบางทีก็เกิดจากเครื่องจักรพัง เช่น เครื่องเติมอากาศเสีย ปั๊มสูบตะกอนเสีย ทำให้ระบบล่ม นอกจากนี้เรื่องกากตะกอน (Sludge) ที่เหลือทิ้งจากระบบบำบัด ก็เป็นภาระที่ต้องกำจัดให้ถูกวิธี หากลักลอบทิ้งก็จะโดนความผิดทางกฎหมายอีกกระทง
ดูแลระบบให้ดี ตรวจค่าน้ำให้แม่นยำ ไว้ใจ We Environment
การมีระบบบำบัดน้ำเสียที่ดีเป็นแค่จุดเริ่มต้น แต่การดูแลรักษาและตรวจสอบประสิทธิภาพอย่างสม่ำเสมอคือหัวใจสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจของคุณราบรื่น หากคุณไม่แน่ใจว่าระบบที่ใช้อยู่ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพไหม หรือกังวลว่าค่าน้ำทิ้งจะเกินมาตรฐานจนโดนสั่งปิด We Environment (We Envilab) พร้อมเป็นที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมเคียงข้างคุณ เราให้บริการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำเสียอย่างครบวงจร โดยห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐานสากล และขึ้นทะเบียนกับกรมโรงงานอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นการตรวจวัดค่า BOD, COD, pH, ของแข็งแขวนลอย หรือโลหะหนัก เรามีทีมงานผู้เชี่ยวชาญที่พร้อมลงพื้นที่เก็บตัวอย่างและวิเคราะห์ผลอย่างแม่นยำ รวดเร็ว
มากกว่าแค่การตรวจวัด เรายังให้คำปรึกษาในการแก้ไขปัญหาหน้างาน หากผลวิเคราะห์ออกมาว่าค่าน้ำของคุณไม่ผ่านเกณฑ์ ทีมวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ของเราสามารถช่วยวิเคราะห์หาสาเหตุว่าเกิดจากอะไร เช่น เชื้อจุลินทรีย์ตาย หรือระบบเติมอากาศมีปัญหา พร้อมแนะนำแนวทางแก้ไขที่ตรงจุดและประหยัดงบประมาณที่สุด เพื่อให้คุณมั่นใจได้ว่าน้ำทิ้งจากโรงงานของคุณจะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ ให้ We Environment ช่วยดูแลเรื่องน้ำเสีย เพื่อให้คุณเอาเวลาไปโฟกัสกับการสร้างกำไรให้ธุรกิจได้อย่างเต็มที่
คำถามที่พบบ่อย
ระบบ AS กับ SBR ต่างกันอย่างไร แบบไหนดีกว่า?
ทั้งคู่เป็นระบบตะกอนเร่งเหมือนกัน แต่ AS จะแยกถังเติมอากาศกับถังตกตะกอนออกจากกัน ส่วน SBR จะทำทุกขั้นตอนในถังเดียวเป็นรอบๆ SBR จึงประหยัดพื้นที่กว่า แต่อาจควบคุมยากกว่าเล็กน้อยสำหรับมือใหม่
ถ้าน้ำเสียมีไขมันเยอะๆ เข้าระบบบำบัดเลยได้ไหม?
ไม่ได้เด็ดขาด ไขมันจะไปอุดตันท่อและเคลือบผิวจุลินทรีย์ทำให้ระบบล่ม ต้องผ่านถังดักไขมัน (Grease Trap) เพื่อแยกไขมันออกก่อนเสมอ แล้วค่อยส่งน้ำเข้าสู่ระบบบำบัดต่อไป
ต้องตรวจคุณภาพน้ำทิ้งบ่อยแค่ไหน?
ตามกฎหมายกำหนดให้โรงงานและอาคารบางประเภทต้องส่งรายงานวิเคราะห์คุณภาพน้ำทุกเดือน (ทส.1 หรือ ทส.2) แต่บางแห่งอาจตรวจทุก 3 เดือน ขึ้นอยู่กับขนาดและประเภทของกิจการ
จุลินทรีย์ในบ่อบำบัดตายได้ไหม เกิดจากอะไร?
ตายได้ หากมีสารเคมีรุนแรง เช่น กรด ด่าง หรือน้ำยาฆ่าเชื้อ หลุดเข้ามาในระบบ หรือขาดออกซิเจนเป็นเวลานาน สังเกตได้จากน้ำเริ่มมีสีดำคล้ำและส่งกลิ่นเหม็นรุนแรง
EM Ball หรือจุลินทรีย์ผง ช่วยแก้ปัญหาน้ำเสียได้จริงไหม?
ช่วยได้ในระดับหนึ่งสำหรับการลดกลิ่นและช่วยย่อยสลายสารอินทรีย์ในเบื้องต้น แต่ไม่สามารถทดแทนระบบบำบัดหลักได้ทั้งหมด หากน้ำเสียมีปริมาณมากหรือมีความสกปรกสูง
อ่านเพิ่มเติม:


