carbon footprint องค์กร

carbon footprint องค์กร

carbon footprint องค์กร

ในช่วงปีสองปีมานี้ เชื่อว่าหลายคนที่ทำธุรกิจหรือติดตามข่าวสารเศรษฐกิจ น่าจะผ่านหูผ่านตากับคำว่า Net Zero หรือความเป็นกลางทางคาร์บอนกันมาบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นข่าวบริษัทขนาดยักษ์ประกาศนโยบายรักษ์โลก หรือสินค้าใหม่ๆ ที่แปะฉลากคาร์บอน ซึ่งเทรนด์เหล่านี้ไม่ใช่แค่กระแสแฟชั่นที่มาแล้วก็ไป แต่มันกำลังกลายเป็นกติกาใหม่ของการค้าขายระดับโลก จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดที่ทุกบริษัทต้องทำหากอยากจะก้าวเข้าสู่สนามนี้ก็คือการจัดทำ Carbon Footprint องค์กร หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า CFO นั่นเอง หลายคนอาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว เป็นเรื่องของโรงงานใหญ่ๆ ที่มีปล่องควันเยอะๆ หรือเปล่า แต่ความจริงแล้ว ไม่ว่าคุณจะเป็นออฟฟิศใจกลางเมือง ธุรกิจบริการ หรือโรงงานขนาดเล็ก กิจกรรมทุกอย่างที่เราทำล้วนปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมาทั้งสิ้น และตัวเลขเหล่านี้แหละที่จะกลายเป็นตัวชี้วัดความอยู่รอดของธุรกิจในอนาคต วันนี้เราจะมาแกะกล่องเรื่องนี้ให้ดูกันแบบง่ายๆ ว่ามันคืออะไร ต้องนับยังไง และทำไมทำแล้วถึงคุ้มค่ากว่าที่คิด

ทำไมอยู่ดีๆ เราต้องมานั่งนับก๊าซที่มองไม่เห็นกันด้วย

ลองจินตนาการดูว่าโลกเราตอนนี้เหมือนบ้านที่ปิดหน้าต่างทุกบาน แล้วเราทุกคนช่วยกันจุดเตาถ่านคนละใบสองใบ ควันไฟและความร้อนที่เกิดขึ้นมันไม่มีที่ระบายออก มันก็วนเวียนอยู่ในบ้านจนทำให้อุณหภูมิสูงขึ้นเรื่อยๆ ก๊าซเรือนกระจกก็เปรียบเสมือนควันไฟเหล่านั้นครับ ซึ่ง Carbon Footprint องค์กร ก็คือเครื่องมือที่จะมาช่วยเราวัดดูว่า บริษัทของเรา “จุดเตา” ไปกี่ใบ หรือปล่อยของเสียที่ทำให้โลกแจกออกไปมากแค่ไหนในหน่วยที่เรียกว่า คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า การที่เราต้องมานั่งนับตัวเลขพวกนี้ เพราะตอนนี้โลกกำลังเจอกับวิกฤตสภาพอากาศที่รุนแรง น้ำท่วม ภัยแล้ง พายุ ที่สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจมหาศาล ทำให้นานาชาติเริ่มออกมาตรการกีดกันทางการค้า ถ้าใครปล่อยก๊าซเยอะ ก็ต้องจ่ายภาษีแพง หรือบางคู่ค้าอาจจะปฏิเสธไม่ซื้อของจากเราเลยถ้าเราไม่มีตัวเลขมายืนยันว่าเรารักษ์โลกจริง ดังนั้นการทำ CFO จึงไม่ใช่แค่การทำบุญช่วยโลก แต่เป็นการสร้างเกราะป้องกันธุรกิจให้แข่งขันได้ในตลาดโลกครับ

ก๊าซเรือนกระจก คือ
ก๊าซเรือนกระจก คือ

Carbon Footprint ขององค์กร เริ่มนับจากตรงไหน

คำถามยอดฮิตที่คนเริ่มทำใหม่ๆ มักจะงงกันก็คือ แล้วจะให้นับอะไรบ้าง นับลมหายใจพนักงานด้วยไหม จริงๆ แล้วหลักการประเมินเขาแบ่งขอบเขตออกเป็น 3 ส่วนหลักๆ หรือที่เราเรียกว่า Scope ซึ่งถ้าเข้าใจตรงนี้ การเก็บข้อมูลก็จะง่ายขึ้นมากครับ

    • Scope 1 การปล่อยก๊าซทางตรง อันนี้คือกิจกรรมที่บริษัทเราเป็นเจ้าของและควบคุมได้โดยตรง เช่น การใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในรถยนต์ของบริษัท การใช้ก๊าซหุงต้มในโรงอาหาร การเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้า หรือน้ำเสียที่เราบำบัดเอง ซึ่งพวกนี้เราเผาผลาญเองกับมือ ก็นับเป็นก๊าซที่เราปล่อยตรงๆ

    • Scope 2 การปล่อยก๊าซทางอ้อมจากการใช้พลังงาน ข้อนี้หลักๆ คือ “บิลค่าไฟ” ครับ ถึงเราจะไม่ได้ปั่นไฟเอง แต่โรงไฟฟ้าที่ผลิตไฟมาให้เราใช้ เขาต้องเผาก๊าซหรือถ่านหิน ซึ่งถือว่าเราเป็นต้นเหตุให้เกิดการปล่อยก๊าซนั้น เราจึงต้องนับส่วนนี้เข้ามาด้วย ยิ่งใช้ไฟเยอะ ตัวเลข Scope 2 ก็ยิ่งสูง

    • Scope 3 การปล่อยก๊าซทางอ้อมอื่นๆ อันนี้คือกว้างที่สุดและเก็บข้อมูลยากที่สุด เพราะมันครอบคลุมสิ่งที่อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา เช่น การเดินทางมาทำงานของพนักงาน การใช้น้ำประปา กระดาษที่ใช้ ขยะที่ทิ้ง หรือแม้แต่การขนส่งสินค้าโดยบริษัทภายนอก ซึ่งในระยะเริ่มต้น หลายองค์กรอาจจะโฟกัสแค่ Scope 1 และ 2 ก่อนก็ได้ เพื่อให้เห็นภาพรวมหลักๆ

ขั้นตอนการทำ CFO ยากไหม ต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง

ถ้าถามว่ายากไหม ต้องบอกว่ามันไม่ได้ยากในเชิงเทคนิค แต่มันต้องอาศัยความละเอียดและวินัยในการเก็บข้อมูลมากกว่าครับ ขั้นตอนแรกเลยคือการตั้งคณะทำงานหรือหาผู้รับผิดชอบที่จะมาไล่ล่าหาใบเสร็จและบิลต่างๆ ย้อนหลังอย่างน้อย 1 ปี ข้อมูลที่ต้องเตรียมก็พวก บิลค่าน้ำมันรถบริษัททุกคัน บิลค่าไฟฟ้าทุกเดือน ปริมาณการใช้ก๊าซ LPG ปริมาณน้ำใช้ ปริมาณขยะ หรือบันทึกการเติมน้ำยาแอร์ เมื่อได้ข้อมูลดิบพวกนี้มาแล้ว เราก็จะนำมาคูณกับค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Emission Factor) ซึ่งองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) เขาทำตารางมาให้แล้ว พอกดเครื่องคิดเลขออกมา เราก็จะได้ตัวเลขรวมว่าปีหนึ่งๆ เราปล่อยก๊าซไปกี่ตันคาร์บอน จากนั้นก็ต้องจ้างผู้ทวนสอบภายนอก (Auditor) มาตรวจสอบความถูกต้อง ก่อนจะยื่นขอการรับรองจาก TGO เพื่อให้ได้ใบประกาศเกียรติคุณมาติดโชว์หน้าบริษัท

ประโยชน์ที่ได้รับ มากกว่าแค่คำว่า รักษ์โลก

ผู้บริหารหลายท่านอาจจะมองว่าการทำ CFO มีแต่ต้นทุนค่าจ้างที่ปรึกษา ค่าจ้างคนตรวจ แต่ถ้ามองให้ลึกลงไป ประโยชน์ที่ได้กลับมานั้นคุ้มค่ามหาศาล อย่างแรกเลยคือ “การลดต้นทุน” เพราะเมื่อเราเก็บข้อมูล เราจะเห็นทันทีว่าจุดไหนที่เราใช้พลังงานสิ้นเปลืองผิดปกติ เช่น เอ๊ะ ทำไมรถคันนี้กินน้ำมันจัง หรือทำไมค่าไฟเดือนนี้พุ่งปรี๊ด การมีข้อมูลทำให้เราวางแผนประหยัดพลังงานได้ตรงจุด อย่างที่สองคือ “โอกาสทางธุรกิจ” เดี๋ยวนี้ลูกค้าองค์กรใหญ่ๆ หรือลูกค้าต่างประเทศ เขาเลือกซื้อของจากซัพพลายเออร์ที่มีแผนการลดคาร์บอนครับ การมีใบรับรอง CFO เหมือนเป็นใบเบิกทางวีไอพีที่ทำให้เราเหนือกว่าคู่แข่งที่ยังไม่ได้ทำ และอย่างสุดท้ายคือ “ภาพลักษณ์องค์กร” ที่ดูทันสมัย ใส่ใจสังคม ดึงดูดคนรุ่นใหม่ให้อยากมาร่วมงานด้วย เพราะคนเก่งๆ ยุคนี้เขาอยากทำงานกับบริษัทที่มี Vision เรื่องความยั่งยืนครับ

เริ่มต้นอย่างมืออาชีพ ให้ We Envilab เป็นที่ปรึกษาของคุณ

อ่านมาถึงตรงนี้ ถ้าคุณรู้สึกว่าการทำ Carbon Footprint องค์กร เป็นเรื่องสำคัญแต่ยังจับต้นชนปลายไม่ถูก หรือกังวลว่าจะเก็บข้อมูลไม่ครบ คำนวณผิดพลาด ไม่ต้องกังวลไปครับ ให้ We Envilab เข้ามาดูแลคุณดีกว่า เราคือบริษัทที่ปรึกษาด้านสิ่งแวดล้อมชั้นนำที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ไม่ว่าจะเป็นการตรวจวัดคุณภาพสิ่งแวดล้อม หรือการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ เรามีทีมงานมืออาชีพที่พร้อมลงไปช่วยคุณตั้งแต่ขั้นตอนการวางขอบเขตการประเมิน (Scoping) ช่วยแนะนำวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลให้ถูกต้องและรวดเร็ว ไปจนถึงการคำนวณและจัดทำเล่มรายงานเพื่อยื่นขอการรับรองจาก TGO เราเข้าใจดีว่าแต่ละธุรกิจมีบริบทที่ต่างกัน เราจึงเน้นการให้คำปรึกษาที่ตอบโจทย์เฉพาะเจาะจง เข้าใจง่าย และนำไปใช้งานได้จริง เพื่อให้การก้าวสู่ Net Zero ของคุณเป็นเรื่องที่ราบรื่นและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจได้อย่างแท้จริง ปรึกษาเราวันนี้ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืนขององค์กรคุณครับ

คำถามที่พบบ่อย

Carbon Footprint องค์กร กับ ผลิตภัณฑ์ ต่างกันอย่างไร?
ต่างกันที่ขอบเขตครับ แบบองค์กร (CFO) จะวัดภาพรวมการปล่อยก๊าซของทั้งบริษัทในรอบ 1 ปี ส่วนแบบผลิตภัณฑ์ (CFP) จะวัดเฉพาะการปล่อยก๊าซของสินค้าชิ้นนั้นๆ ตั้งแต่การหาวัตถุดิบ การผลิต จนถึงการทิ้งทำลายครับ

กฎหมายบังคับให้ทุกบริษัทต้องทำแล้วหรือยัง?
ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายบังคับรุนแรงสำหรับทุกธุรกิจครับ แต่มีกฎหมายบังคับเฉพาะบางกลุ่มอุตสาหกรรม และเป็นภาคสมัครใจเสียส่วนใหญ่ แต่แนวโน้มในอนาคตอันใกล้จะมีมาตรการทางภาษีมากดดันให้ต้องทำแน่นอนครับ

ใช้เวลาในการทำนานแค่ไหนกว่าจะได้ใบรับรอง?
โดยปกติกระบวนการทั้งหมดตั้งแต่เก็บข้อมูล คำนวณ จนถึงผ่านการทวนสอบและได้รับใบรับรอง จะใช้เวลาประมาณ 4 ถึง 6 เดือนครับ ขึ้นอยู่กับความพร้อมของข้อมูลในบริษัทด้วยครับ

บริษัทขนาดเล็ก หรือ SME จำเป็นต้องทำไหม?
หากท่านเป็นคู่ค้ากับบริษัทใหญ่ในตลาดหลักทรัพย์ หรือส่งออกสินค้าไปต่างประเทศ จำเป็นมากครับ เพราะเขาจะขอข้อมูลจากท่าน แต่ถ้าค้าขายทั่วไป ทำไว้ก่อนก็ได้เปรียบเรื่องภาพลักษณ์และการลดต้นทุนครับ

ถ้าทำแล้วตัวเลขคาร์บอนสูง จะเป็นอะไรไหม?
ไม่เป็นไรครับ ในปีแรกถือเป็นปีฐาน (Base Year) ให้เรารู้สถานะตัวเอง เป้าหมายคือในปีถัดๆ ไป เราต้องมีแผนงานที่จะทำให้ตัวเลขนี้ลดลงเรื่อยๆ เพื่อแสดงถึงความรับผิดชอบครับ

อ่านเพิ่มเติม:

บทความและข่าวสารที่เกี่ยวข้อง

ระบบบำบัดน้ำเสียแบบชีวภาพ

ในกระบวนการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรมหรือการดำเนินกิจการในอาคารขนาดใหญ่ สิ่งหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการเกิดน้ำเสีย ซึ่งหากปล่อยทิ้งลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติโดยไม่มีการบำบัดที่เหมาะสมจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศและสุขภาพของชุมชนรอบข้าง ระบบบำบัดน้ำเสียแบบชีวภาพจึงกลายเป็นแนวทางหลักที่ทั่วโลกเลือกใช้ เนื่องจากเป็นวิธีการที่เลียนแบบกระบวนการทำความสะอาดตัวเองของธรรมชาติแต่มีการควบคุมสภาพแวดล้อมให้จุลินทรีย์ทำงานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ระบบนี้อาศัยสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ อย่างแบคทีเรียและจุลินทรีย์ชนิดต่างๆ มาเป็นตัวหลักในการย่อยสลายสารอินทรีย์ที่ปนเปื้อนอยู่ในน้ำเสีย เปลี่ยนจากน้ำที่เน่าเสียให้กลายเป็นน้ำที่มีคุณภาพดีขึ้นจนผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่กฎหมายกำหนด หัวใจสำคัญของการบำบัดด้วยวิธีชีวภาพไม่ได้อยู่ที่ตัวเครื่องจักรเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การบริหารจัดการสมดุลของสิ่งมีชีวิตในระบบ การทำความเข้าใจว่าจุลินทรีย์เหล่านี้ต้องการอะไร สภาพแวดล้อมแบบไหนที่ทำให้พวกมันทำงานได้ดีที่สุด และพารามิเตอร์ใดบ้างที่ต้องเฝ้าระวัง คือสิ่งที่เจ้าหน้าที่สิ่งแวดล้อมและผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญ การเลือกใช้ระบบบำบัดให้เหมาะสมกับลักษณะของน้ำเสียแต่ละประเภท ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียที่มีความเข้มข้นสูงจากโรงงานผลิตอาหาร หรือน้ำเสียจากอาคารสำนักงานทั่วไป จะช่วยให้การจัดการสิ่งแวดล้อมเป็นไปอย่างคุ้มค่าและยั่งยืนที่สุด บทความนี้จะพาทุกคนไปสำรวจความมหัศจรรย์ของระบบบำบัดน้ำเสียแบบชีวภาพและวิธีการดูแลรักษาเพื่อให้ระบบทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบตลอดเวลา หลักการทำงานพื้นฐานของระบบบำบัดน้ำเสียโดยใช้จุลินทรีย์ ระบบบำบัดน้ำเสียแบบชีวภาพทำงานโดยการเปลี่ยนสารอินทรีย์ที่ละลายอยู่ในน้ำเสีย ซึ่งวัดค่าความสกปรกได้จากค่า BOD (Biochemical

อ่านเพิ่มเติม »
ปัญหาน้ำเสียส่งผลกระทบกับร่างกายอย่างไร

ปัญหาน้ำเสียส่งผลกระทบกับร่างกายอย่างไร

น้ำเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการดำรงชีวิตของมนุษย์ เราใช้น้ำทั้งในการอุปโภคบริโภคและใช้ในกระบวนการผลิตต่างๆ แต่ในขณะเดียวกัน น้ำก็สามารถกลายเป็นพาหะนำโรคร้ายและสารพิษเข้าสู่ร่างกายได้หากแหล่งน้ำนั้นเกิดการปนเปื้อน ปัญหาน้ำเสียในปัจจุบันกลายเป็นประเด็นระดับโลกที่ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะในพื้นที่อุตสาหกรรมและชุมชนที่มีการจัดการระบบบำบัดน้ำเสียไม่ดีพอ หลายคนอาจสงสัยว่า ปัญหาน้ำเสียส่งผลกระทบกับร่างกายอย่างไร และทำไมเราถึงต้องให้ความสำคัญกับการตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างสม่ำเสมอ ความเป็นจริงที่น่ากังวลคือ ผลกระทบจากน้ำเสียนั้นมีทั้งแบบเฉียบพลันที่แสดงอาการทันที และแบบเรื้อรังที่สะสมอยู่ในร่างกายเป็นเวลานานจนลุกลามเป็นโรคร้ายแรงในอนาคต การปล่อยน้ำเสียที่ไม่ได้คุณภาพลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะไม่เพียงแต่ทำลายระบบนิเวศของสัตว์น้ำเท่านั้น แต่ยังย้อนกลับมาทำร้ายมนุษย์ผ่านวงจรของห่วงโซ่อาหารและการสัมผัสโดยตรง สารปนเปื้อนในน้ำเสียมีความหลากหลายมาก ตั้งแต่เชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อโรคทางเดินอาหารไปจนถึงโลหะหนักและสารเคมีอันตรายที่มาจากโรงงานอุตสาหกรรม การทำความเข้าใจถึงกลไกที่มลพิษเหล่านี้เข้าสู่ร่างกายและผลกระทบที่เกิดขึ้น จะช่วยให้เราตระหนักถึงความจำเป็นในการวางระบบบำบัดและการตรวจคุณภาพน้ำเสียอย่างมีมาตรฐาน เพื่อปกป้องสุขภาพของตนเอง พนักงานในองค์กร และชุมชนรอบข้างให้ปลอดภัยจากภัยเงียบที่มากับน้ำ ประเภทของสารปนเปื้อนในน้ำเสียที่น่ากังวลต่อสุขภาพ น้ำเสียที่เกิดขึ้นจากแหล่งต่างๆ มีองค์ประกอบของสารปนเปื้อนที่แตกต่างกันไป ซึ่งแต่ละชนิดก็ส่งผลเสียต่อร่างกายในรูปแบบที่เฉพาะตัว

อ่านเพิ่มเติม »

วิเคราะห์สารปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดิน

การดำเนินกิจการอุตสาหกรรมในยุคปัจจุบันมีความซับซ้อนและต้องเผชิญกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะปัญหามลพิษที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าอย่างการปนเปื้อนในระดับใต้ดิน หลายสถานประกอบการอาจให้ความสำคัญกับการจัดการอากาศหรือน้ำเสียที่ระบายออกนอกโรงงาน แต่บ่อยครั้งที่มลพิษจากการรั่วซึมของสารเคมีหรือการจัดการกากของเสียที่ไม่เหมาะสมได้ซึมลึกลงไปสะสมอยู่ในชั้นดินและแหล่งน้ำใต้ดินโดยที่ไม่มีใครรู้ตัว การวิเคราะห์สารปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดินจึงไม่ใช่เพียงแค่การปฏิบัติตามกฎหมายเพื่อเลี่ยงค่าปรับเท่านั้น แต่คือภารกิจสำคัญในการแสดงความรับผิดชอบต่อระบบนิเวศและสุขอนามัยของชุมชนรอบข้างในระยะยาว ผลกระทบจากการปนเปื้อนในระดับใต้ดินมีความรุนแรงและจัดการได้ยากกว่ามลพิษประเภทอื่น เนื่องจากสารเคมีที่สะสมอยู่สามารถแพร่กระจายไปตามทิศทางการไหลของน้ำใต้ดิน ซึ่งอาจเข้าสู่แหล่งน้ำอุปโภคบริโภคของชุมชนหรือปนเปื้อนเข้าสู่ห่วงโซ่อาหารผ่านพืชพรรณต่างๆ การตรวจสอบและเฝ้าระวังอย่างเป็นระบบด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัยจึงเป็นทางออกเดียวที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการรับรู้สถานการณ์ที่แท้จริงและวางแผนจัดการได้อย่างทันท่วงที บทความนี้จะพาทุกคนไปทำความเข้าใจถึงกระบวนการวิเคราะห์เชิงลึก สารปนเปื้อนที่ควรระวัง และเกณฑ์มาตรฐานที่กฎหมายกำหนดไว้ล่าสุดเพื่อให้ธุรกิจของคุณก้าวไปสู่ความยั่งยืนอย่างแท้จริง ความสำคัญของ มาตรฐานการปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดิน 2569 ต่อภาคอุตสาหกรรม กฎหมายและข้อบังคับด้านสิ่งแวดล้อมมีการพัฒนาและปรับปรุงให้มีความเข้มงวดมากขึ้นตามสถานการณ์มลพิษที่เปลี่ยนแปลงไป โดย มาตรฐานการปนเปื้อนในดินและน้ำใต้ดิน 2569 ได้กำหนดเกณฑ์ความปลอดภัยและระดับพารามิเตอร์ต่างๆ ไว้อย่างชัดเจน เพื่อใช้เป็นบรรทัดฐานในการควบคุมไม่ให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจทำลายทรัพยากรธรรมชาติจนเกินขีดจำกัด การที่โรงงานหรือสถานประกอบการได้รับทราบและปฏิบัติตามมาตรฐานเหล่านี้

อ่านเพิ่มเติม »