น้ำทิ้งจากโรงพยาบาลและสถานพยาบาลไม่ได้เป็นเพียงน้ำสกปรกทั่วไป แต่มีความเสี่ยงพิเศษทั้งจากเชื้อโรค ยาปฏิชีวนะ และสารเคมีจากกระบวนการรักษา การตรวจน้ำทิ้งโรงพยาบาลจึงเป็นขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดอย่างเข้มงวด และต้องดำเนินการโดยห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน เพราะหากน้ำทิ้งที่ปนเปื้อนเชื้อโรคหรือสารเภสัชกรรมถูกปล่อยออกสู่ระบบสาธารณะโดยไม่ผ่านการบำบัดที่เหมาะสม ผลกระทบต่อสุขภาพของชุมชนและสิ่งแวดล้อมอาจรุนแรงกว่าน้ำเสียจากแหล่งอื่นหลายเท่า
สารบัญ
Toggleทำไมน้ำทิ้งโรงพยาบาลถึงต้องตรวจเป็นพิเศษ?
ความแตกต่างของน้ำเสียโรงพยาบาลกับน้ำเสียทั่วไป
น้ำเสียจากโรงพยาบาลมีองค์ประกอบที่ซับซ้อนกว่าน้ำเสียจากอาคารพักอาศัยหรือสำนักงานทั่วไปอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากกิจกรรมภายในสถานพยาบาลครอบคลุมตั้งแต่การรักษาผู้ป่วย การผ่าตัด การทำความสะอาดอุปกรณ์การแพทย์ ไปจนถึงการกำจัดของเสียทางชีวภาพ ส่งผลให้น้ำทิ้งจากโรงพยาบาลมีทั้งสารอินทรีย์ เชื้อโรคที่ก่อโรคได้โดยตรง สารเคมีจากห้องปฏิบัติการ และยาปฏิชีวนะตกค้างที่เป็นต้นเหตุของการดื้อยาในระยะยาว
ความเสี่ยงจากเชื้อโรคและสารปนเปื้อนในน้ำทิ้งสถานพยาบาล
สิ่งที่ทำให้น้ำทิ้งโรงพยาบาลอันตรายเป็นพิเศษมีอยู่หลายส่วน ได้แก่
- เชื้อแบคทีเรียดื้อยา (AMR) ที่ผ่านระบบขับถ่ายของผู้ป่วยลงสู่น้ำเสีย
- ยาปฏิชีวนะและฮอร์โมนตกค้าง จากยาที่ผู้ป่วยรับประทานและขับออกทางร่างกาย
- สารเคมีจากห้องแล็บ เช่น ฟอร์มาลดีไฮด์ คลอรีน และรีเอเจนต์ต่าง ๆ
- เชื้อไวรัสและปรสิต จากผู้ป่วยโรคติดเชื้อที่พักรักษาตัวในโรงพยาบาล
- โลหะหนัก จากอุปกรณ์ทางทันตกรรมและการถ่ายภาพรังสี
กฎหมายควบคุมน้ำทิ้งโรงพยาบาลในไทย
ประกาศกระทรวงสาธารณสุขและกรมอนามัย
สถานพยาบาลในประเทศไทยต้องปฏิบัติตามมาตรฐานน้ำทิ้งที่กำหนดภายใต้ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับแนวทางของกรมอนามัยในด้านการจัดการน้ำเสียจากสถานบริการสาธารณสุข โดยกำหนดให้โรงพยาบาลทุกแห่งต้องมีระบบบำบัดน้ำเสียที่ได้มาตรฐาน และต้องมีการตรวจสอบคุณภาพน้ำทิ้งอย่างสม่ำเสมอ
นอกจากนี้ยังต้องปฏิบัติตามประกาศกรมควบคุมมลพิษเรื่องมาตรฐานน้ำทิ้งจากอาคาร และ พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ซึ่งกำหนดโทษสำหรับผู้ที่ระบายน้ำเสียไม่ได้มาตรฐาน สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาเรื่องค่ามาตรฐานน้ำทิ้งในภาพรวม สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ ค่ามาตรฐานน้ำทิ้งโรงงาน 2026 ตามกฎหมายต้องตรวจอะไรบ้าง?
โทษและบทลงโทษหากไม่ปฏิบัติตาม
โรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลที่ละเลยการตรวจน้ำทิ้งหรือระบายน้ำเสียที่ไม่ได้มาตรฐาน อาจเผชิญกับบทลงโทษดังนี้
- ถูกเพิกถอนหรือพักใช้ใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล
- ถูกปรับตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม สูงสุดถึง 1 ล้านบาท
- ถูกสั่งให้ระงับการดำเนินกิจการชั่วคราวจนกว่าจะปรับปรุงระบบบำบัด
- อาจเผชิญคดีแพ่งจากชุมชนที่ได้รับผลกระทบ
ตรวจน้ำทิ้งโรงพยาบาล ต้องตรวจอะไรบ้าง?
พารามิเตอร์หลักที่กฎหมายกำหนด

การตรวจน้ำทิ้งโรงพยาบาลครอบคลุมพารามิเตอร์ทางกายภาพและเคมีที่สำคัญ ดังนี้
- pH — ค่าความเป็นกรด-ด่าง ต้องอยู่ในช่วง 5–9
- BOD (Biochemical Oxygen Demand) — ค่าความต้องการออกซิเจนทางชีวเคมี ไม่เกิน 20 มก./ล.
- COD (Chemical Oxygen Demand) — ค่าความต้องการออกซิเจนทางเคมี ไม่เกิน 120 มก./ล.
- SS (Suspended Solids) — ของแข็งแขวนลอย ไม่เกิน 30 มก./ล.
- TDS (Total Dissolved Solids) — ของแข็งละลายทั้งหมด
- น้ำมันและไขมัน (Oil & Grease) — ไม่เกิน 20 มก./ล.
- TKN (Total Kjeldahl Nitrogen) — ไนโตรเจนรวม
- ฟอสฟอรัสรวม — สำหรับพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำอ่อนไหว
สำหรับผู้ต้องการทำความเข้าใจค่า BOD และ COD อย่างละเอียด สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ BOD COD คืออะไร ต่างกันอย่างไร อ่านค่าน้ำเสียให้เป็นฉบับสมบูรณ์
พารามิเตอร์ด้านจุลินทรีย์ (สำคัญเฉพาะโรงพยาบาล)
นี่คือจุดที่แตกต่างจากการตรวจน้ำทิ้งแหล่งอื่นอย่างชัดเจน โรงพยาบาลต้องตรวจพารามิเตอร์ด้านจุลินทรีย์เพิ่มเติม ได้แก่
- Total Coliform — แบคทีเรียบ่งชี้การปนเปื้อนของอุจจาระ
- Fecal Coliform / E. coli — ตัวชี้วัดการปนเปื้อนที่มาจากมนุษย์โดยตรง
- เชื้อก่อโรคเฉพาะ เช่น Salmonella, Vibrio cholerae ในกรณีที่โรงพยาบาลรักษาผู้ป่วยโรคระบาด
พารามิเตอร์สารเคมีและยาปฏิชีวนะตกค้าง
นอกจากพารามิเตอร์มาตรฐาน โรงพยาบาลขนาดใหญ่ควรพิจารณาตรวจสารตกค้างเพิ่มเติม ได้แก่
- สารเภสัชกรรมตกค้าง (Pharmaceutical Residues) โดยเฉพาะยาปฏิชีวนะและยาเคมีบำบัด
- สารฆ่าเชื้อตกค้าง เช่น คลอรีนรวม ฟีนอล และฟอร์มาลดีไฮด์
- โลหะหนัก เช่น ปรอท (Hg) จากทันตกรรม เงิน (Ag) จากฟิล์มเอกซเรย์
- สารกัมมันตรังสี ในกรณีที่มีหน่วยวิเคราะห์นิวเคลียร์เวชศาสตร์
ดูรายการพารามิเตอร์น้ำเสียทั้งหมดที่ใช้ในการตรวจวิเคราะห์ได้ที่ ค่าพารามิเตอร์น้ำเสีย มีอะไรบ้าง
ขั้นตอนการตรวจน้ำทิ้งโรงพยาบาล
การเก็บตัวอย่างน้ำทิ้งอย่างถูกต้อง
การเก็บตัวอย่างที่ถูกต้องเป็นขั้นตอนแรกที่ส่งผลโดยตรงต่อความแม่นยำของผล โดยทั่วไปต้องเก็บน้ำทิ้งจากจุดระบายน้ำออกสุดท้ายก่อนปล่อยออกสู่ท่อสาธารณะ และควรเก็บในช่วงเวลาที่มีกิจกรรมสูงสุดของโรงพยาบาล ภาชนะบรรจุต้องสะอาด ปราศจากการปนเปื้อน และต้องแช่เย็นระหว่างขนส่งเพื่อรักษาคุณภาพตัวอย่าง
การส่งตัวอย่างเข้าห้องปฏิบัติการมาตรฐาน
ห้องปฏิบัติการที่รับตรวจน้ำทิ้งโรงพยาบาลควรได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025 ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลสำหรับห้องปฏิบัติการทดสอบ เพื่อให้ผลการตรวจมีความน่าเชื่อถือและสามารถนำไปใช้ประกอบเอกสารราชการได้ สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องการเลือกแล็บที่ได้มาตรฐาน อ่านได้ที่ แล็บตรวจน้ำ ISO 17025 คืออะไร? วิธีเลือกห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน
การอ่านและแปลผลรายงาน
รายงานผลการตรวจน้ำทิ้งจะแสดงค่าของแต่ละพารามิเตอร์เทียบกับค่ามาตรฐานที่กฎหมายกำหนด หากค่าใดเกินมาตรฐาน ต้องดำเนินการปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสียทันที และส่งตรวจซ้ำเพื่อยืนยันว่าผ่านมาตรฐานก่อนระบายน้ำออกตามปกติ
ระบบบำบัดน้ำเสียที่โรงพยาบาลควรมี
ระบบบำบัดเบื้องต้น (Primary Treatment)
ขั้นตอนแรกในการบำบัดน้ำเสียโรงพยาบาล ได้แก่ การกรองของแข็งขนาดใหญ่ด้วยตะแกรงดักขยะ การตกตะกอนด้วยบ่อพักน้ำ และการดักจับน้ำมันไขมันจากครัวโรงพยาบาลและห้องผ่าตัด ขั้นตอนนี้ช่วยลดภาระของระบบบำบัดขั้นต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ระบบบำบัดทางชีวภาพ (Biological Treatment)
ระบบบำบัดทางชีวภาพใช้จุลินทรีย์ย่อยสลายสารอินทรีย์ในน้ำเสีย เป็นวิธีที่นิยมใช้ในโรงพยาบาลขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ เนื่องจากมีประสิทธิภาพสูงในการลดค่า BOD และ COD ศึกษาหลักการทำงานของระบบนี้เพิ่มเติมได้ที่ ระบบบำบัดน้ำเสียแบบชีวภาพ
ระบบฆ่าเชื้อก่อนระบาย (Disinfection)
ขั้นตอนสุดท้ายที่สำคัญที่สุดสำหรับน้ำทิ้งโรงพยาบาลคือการฆ่าเชื้อ ซึ่งทำได้โดยการเติมคลอรีน การใช้แสง UV หรือโอโซน เพื่อทำลายเชื้อโรคที่หลงเหลืออยู่หลังจากผ่านระบบบำบัดทางชีวภาพแล้ว ก่อนระบายออกสู่ท่อน้ำสาธารณะ
ความถี่ในการตรวจน้ำทิ้งโรงพยาบาล
ความถี่ในการตรวจน้ำทิ้งโรงพยาบาลขึ้นอยู่กับขนาดและประเภทของสถานพยาบาล รวมถึงข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแลในพื้นที่ โดยทั่วไปแนวปฏิบัติที่แนะนำมีดังนี้
- โรงพยาบาลขนาดเล็ก (ต่ำกว่า 30 เตียง) — ตรวจอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
- โรงพยาบาลขนาดกลาง (30–150 เตียง) — ตรวจอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง
- โรงพยาบาลขนาดใหญ่ (มากกว่า 150 เตียง) — ตรวจทุกไตรมาส หรือเดือนละครั้ง
สำหรับการวางแผนการตรวจให้ครบถ้วนตามข้อกฎหมายประจำปี อ่านแนวทางได้ที่ ตรวจน้ำเสียตามกฎหมาย ประจำปี 2569 ต้องทำอะไรบ้าง?
เปรียบเทียบน้ำทิ้งโรงพยาบาล กับสถานประกอบการประเภทอื่น
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า การตรวจน้ำทิ้งโรงพยาบาลแตกต่างจากสถานที่ประเภทอื่นอย่างไร ตารางด้านล่างสรุปประเด็นหลัก
| ประเภทสถานที่ | พารามิเตอร์หลัก | ความเสี่ยงพิเศษ | ความถี่แนะนำ |
|---|---|---|---|
| โรงพยาบาล | BOD, COD, จุลินทรีย์, โลหะหนัก, ยาตกค้าง | เชื้อดื้อยา, สารเภสัชกรรม, เชื้อไวรัส | ทุกไตรมาส–ทุกเดือน |
| โรงแรม / รีสอร์ท | BOD, COD, น้ำมันไขมัน, SS | สารซักล้าง, น้ำมันจากครัว | ปีละ 1–2 ครั้ง |
| หอพัก / อพาร์ทเม้นท์ | BOD, SS, น้ำมันไขมัน | สารซักผ้า, ของเสียในครัวเรือน | ปีละ 1 ครั้ง |
| โรงงานอุตสาหกรรม | BOD, COD, โลหะหนัก, สารเคมีเฉพาะ | สารเคมีอุตสาหกรรม, สารพิษ | ทุกไตรมาส |
สำหรับข้อมูลเปรียบเทียบเพิ่มเติม อ่านได้ที่ ตรวจน้ำเสียโรงแรม รีสอร์ท คู่มือการตรวจวิเคราะห์คุณภาพน้ำเสียให้ถูกต้องตามกฎหมาย และ ตรวจน้ำทิ้งอพาร์ทเม้นท์ ตรวจอะไรบ้าง? มาตรฐานน้ำเสียอาคารที่ควรรู้
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
โรงพยาบาลต้องตรวจน้ำทิ้งตามกฎหมายอะไร?
โรงพยาบาลและสถานพยาบาลต้องปฏิบัติตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข มาตรฐานของกรมอนามัย และ พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 ซึ่งกำหนดค่าพารามิเตอร์น้ำทิ้งและกำหนดให้ต้องมีการตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ
น้ำทิ้งโรงพยาบาลต้องตรวจกี่พารามิเตอร์?
โดยทั่วไปต้องตรวจพารามิเตอร์ทางกายภาพและเคมีอย่างน้อย 8–12 รายการ ได้แก่ pH, BOD, COD, SS, TDS, น้ำมันไขมัน บวกกับพารามิเตอร์จุลินทรีย์อีก 2–4 รายการ ขึ้นอยู่กับขนาดและประเภทของสถานพยาบาล
ตรวจน้ำทิ้งโรงพยาบาลต้องส่งตรวจที่ไหน?
ควรส่งตรวจที่ห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025 เพื่อให้ผลการตรวจมีความน่าเชื่อถือและสามารถใช้อ้างอิงทางกฎหมายได้
โรงพยาบาลต้องตรวจน้ำทิ้งบ่อยแค่ไหน?
ขึ้นอยู่กับขนาดสถานพยาบาล โดยทั่วไปโรงพยาบาลขนาดเล็กตรวจปีละ 1 ครั้ง ขนาดกลางปีละ 2 ครั้ง และโรงพยาบาลขนาดใหญ่ควรตรวจทุกไตรมาสหรือทุกเดือน
หากน้ำทิ้งโรงพยาบาลไม่ผ่านมาตรฐาน ต้องทำอย่างไร?
ต้องปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสียและส่งตรวจซ้ำทันที พร้อมแจ้งต่อหน่วยงานกำกับดูแล หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่แก้ไข อาจถูกระงับใบอนุญาตหรือถูกดำเนินคดีตามกฎหมายสิ่งแวดล้อม
สรุป
การตรวจน้ำทิ้งโรงพยาบาลไม่ใช่แค่พันธะทางกฎหมาย แต่คือความรับผิดชอบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม เนื่องจากน้ำเสียจากสถานพยาบาลมีความเสี่ยงพิเศษที่สถานประกอบการทั่วไปไม่มี ทั้งเชื้อโรค ยาปฏิชีวนะตกค้าง และสารเคมีจากกระบวนการรักษา การเลือกห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025 และมีผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจบริบทของสถานพยาบาล จะช่วยให้ผลการตรวจแม่นยำ น่าเชื่อถือ และนำไปใช้รายงานต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้อย่างมั่นใจ
หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมเรื่องบริการตรวจน้ำเสียครบวงจร อ่านได้ที่ บริการตรวจน้ำโรงงาน ตรวจวิเคราะห์น้ำเสียและน้ำทิ้ง โดย WE Environment และ บริษัทรับตรวจวิเคราะห์น้ำ ตรวจคุณภาพน้ำและน้ำเสีย โดย วี เอ็น ไวรอนเม้นท์


