ในกระบวนการผลิตของโรงงานอุตสาหกรรมหรือการดำเนินกิจการในอาคารขนาดใหญ่ สิ่งหนึ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือการเกิดน้ำเสีย ซึ่งหากปล่อยทิ้งลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติโดยไม่มีการบำบัดที่เหมาะสมจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อระบบนิเวศและสุขภาพของชุมชนรอบข้าง ระบบบำบัดน้ำเสียแบบชีวภาพจึงกลายเป็นแนวทางหลักที่ทั่วโลกเลือกใช้ เนื่องจากเป็นวิธีการที่เลียนแบบกระบวนการทำความสะอาดตัวเองของธรรมชาติแต่มีการควบคุมสภาพแวดล้อมให้จุลินทรีย์ทำงานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ระบบนี้อาศัยสิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ อย่างแบคทีเรียและจุลินทรีย์ชนิดต่างๆ มาเป็นตัวหลักในการย่อยสลายสารอินทรีย์ที่ปนเปื้อนอยู่ในน้ำเสีย เปลี่ยนจากน้ำที่เน่าเสียให้กลายเป็นน้ำที่มีคุณภาพดีขึ้นจนผ่านเกณฑ์มาตรฐานที่กฎหมายกำหนด
หัวใจสำคัญของการบำบัดด้วยวิธีชีวภาพไม่ได้อยู่ที่ตัวเครื่องจักรเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การบริหารจัดการสมดุลของสิ่งมีชีวิตในระบบ การทำความเข้าใจว่าจุลินทรีย์เหล่านี้ต้องการอะไร สภาพแวดล้อมแบบไหนที่ทำให้พวกมันทำงานได้ดีที่สุด และพารามิเตอร์ใดบ้างที่ต้องเฝ้าระวัง คือสิ่งที่เจ้าหน้าที่สิ่งแวดล้อมและผู้ประกอบการต้องให้ความสำคัญ การเลือกใช้ระบบบำบัดให้เหมาะสมกับลักษณะของน้ำเสียแต่ละประเภท ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียที่มีความเข้มข้นสูงจากโรงงานผลิตอาหาร หรือน้ำเสียจากอาคารสำนักงานทั่วไป จะช่วยให้การจัดการสิ่งแวดล้อมเป็นไปอย่างคุ้มค่าและยั่งยืนที่สุด บทความนี้จะพาทุกคนไปสำรวจความมหัศจรรย์ของระบบบำบัดน้ำเสียแบบชีวภาพและวิธีการดูแลรักษาเพื่อให้ระบบทำงานได้อย่างสมบูรณ์แบบตลอดเวลา
สารบัญ
Toggleหลักการทำงานพื้นฐานของระบบบำบัดน้ำเสียโดยใช้จุลินทรีย์
ระบบบำบัดน้ำเสียแบบชีวภาพทำงานโดยการเปลี่ยนสารอินทรีย์ที่ละลายอยู่ในน้ำเสีย ซึ่งวัดค่าความสกปรกได้จากค่า BOD (Biochemical Oxygen Demand) ให้กลายเป็นก๊าซ พลังงาน และเนื้อเยื่อใหม่ของจุลินทรีย์ หรือที่เรียกกันว่ากากตะกอน (Sludge) กระบวนการนี้เกิดขึ้นจากการที่จุลินทรีย์ใช้สารอินทรีย์เหล่านั้นเป็นแหล่งอาหารสำหรับการเจริญเติบโตและการขยายพันธุ์ เมื่อจุลินทรีย์กินสารมลพิษเข้าไป ปริมาณสารอินทรีย์ในน้ำก็จะลดลงทำให้น้ำมีความสะอาดมากขึ้น
ในการทำงานจริง ระบบจะถูกออกแบบมาให้จุลินทรีย์อาศัยอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มก้อนที่เรียกว่าฟลอค (Floc) ซึ่งสามารถตกตะกอนได้ง่ายเมื่อน้ำไหลเข้าสู่ถังตกตะกอน น้ำที่ผ่านการแยกตะกอนออกแล้วจะมีความใสและมีคุณภาพเพียงพอที่จะปล่อยออกสู่ภายนอกหรือนำกลับมาใช้ใหม่ในบางกิจกรรม กระบวนการชีวภาพนี้มีความซับซ้อนและละเอียดอ่อนมากกว่าการบำบัดด้วยสารเคมี เนื่องจากเรากำลังทำงานกับสิ่งมีชีวิตที่มีความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม เช่น อุณหภูมิ ความเป็นกรดด่าง และปริมาณสารพิษที่อาจหลุดปนเข้ามาในน้ำเสีย
ความแตกต่างระหว่างระบบบำบัดแบบใช้ออกซิเจนและไม่ใช้ออกซิเจน
ในการเลือกใช้ระบบบำบัดน้ำเสียแบบชีวภาพ เราสามารถแบ่งประเภทหลักออกเป็นสองรูปแบบตามความต้องการอากาศของจุลินทรีย์ ดังนี้
-
ระบบบำบัดแบบใช้ออกซิเจน (Aerobic Treatment) เป็นระบบที่ได้รับความนิยมสูงสุดในโรงงานทั่วไปและอาคารพาณิชย์ จุลินทรีย์กลุ่มนี้ต้องการออกซิเจนเพื่อใช้ในการหายใจและย่อยสลายสารอาหาร ระบบที่คุ้นเคยกันดีคือระบบบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศ ซึ่งให้ผลการบำบัดที่รวดเร็วและไม่มีกลิ่นเหม็นรบกวน เหมาะสำหรับน้ำเสียที่มีสารอินทรีย์ในระดับปานกลางถึงต่ำ
-
ระบบบำบัดแบบไม่ใช้ออกซิเจน (Anaerobic Treatment) ระบบนี้ใช้จุลินทรีย์กลุ่มที่ไม่ต้องการอากาศในการย่อยสลาย มักใช้กับน้ำเสียที่มีความเข้มข้นของสารอินทรีย์สูงมาก เช่น น้ำเสียจากอุตสาหกรรมแป้งมันหรือโรงงานผลิตก๊าซชีวภาพ ข้อดีคือประหยัดค่าไฟฟ้าในการเติมอากาศและได้ก๊าซมีเทนเป็นผลพลอยได้เพื่อนำไปใช้เป็นพลังงาน แต่ระบบนี้ต้องการการควบคุมที่เข้มงวดมากกว่าและอาจมีกลิ่นรบกวนหากระบบไม่สมดุล
การเลือกใช้ระบบใดระบบหนึ่งหรือใช้ทั้งสองระบบร่วมกัน (Anaerobic-Aerobic) ขึ้นอยู่กับสเปกของน้ำเสียเริ่มต้นและเป้าหมายของสีน้ำทิ้งสุดท้ายที่ต้องการ ซึ่งวิศวกรสิ่งแวดล้อมจะเป็นผู้คำนวณและออกแบบให้สอดคล้องกับงบประมาณและพื้นที่ของแต่ละโครงการ

ระบบบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศ ยอดนิยมสำหรับภาคอุตสาหกรรมไทย
ระบบบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศ หรือ Activated Sludge (AS) คือระบบที่พบเห็นได้บ่อยที่สุดในประเทศไทย เนื่องจากมีความยืดหยุ่นสูงและสามารถบำบัดน้ำเสียให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐานได้อย่างสม่ำเสมอ หลักการทำงานคือการใช้เครื่องเติมอากาศเพื่อส่งออกซิเจนลงไปในน้ำ ให้จุลินทรีย์เจริญเติบโตและย่อยสลายสารอินทรีย์ในถังเติมอากาศอย่างรวดเร็ว
องค์ประกอบสำคัญของระบบนี้คือการหมุนเวียนตะกอนจุลินทรีย์ (Return Activated Sludge) จากถังตกตะกอนกลับมายังถังเติมอากาศเพื่อรักษาความเข้มข้นของคนงานหรือจุลินทรีย์ให้เพียงพอต่อการกำจัดมลพิษที่ไหลเข้ามาใหม่ตลอดเวลา หากเราสามารถควบคุมปริมาณอากาศ ระยะเวลาในการกักน้ำ และสัดส่วนอาหารต่อจุลินทรีย์ได้เหมาะสม ระบบนี้จะสามารถลดค่า BOD ได้มากกว่า 90 เปอร์เซ็นต์ ทำให้เป็นทางเลือกที่มั่นใจได้สำหรับโรงงานที่ต้องเคร่งครัดเรื่อง มาตรฐานน้ำทิ้งโรงงานอุตสาหกรรม
บทบาทสำคัญของ จุลินทรีย์ในระบบบำบัดน้ำเสีย และปัจจัยที่ส่งผลต่อการทำงาน
ความสำเร็จของระบบชีวภาพขึ้นอยู่กับสุขภาพของ จุลินทรีย์ในระบบบำบัดน้ำเสีย เป็นหลัก จุลินทรีย์เหล่านี้ไม่ได้มีแค่แบคทีเรียเพียงชนิดเดียว แต่เป็นระบบนิเวศขนาดเล็กที่มีทั้งโปรโตซัวและสัตว์เซลล์เดียวชนิดอื่นๆ ที่ทำงานร่วมกัน หากสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม จุลินทรีย์อาจตายหรือหยุดทำงาน ส่งผลให้ระบบล้มเหลวและน้ำทิ้งเกินมาตรฐาน ปัจจัยที่ต้องควบคุมอย่างใกล้ชิดประกอบด้วย
-
ปริมาณออกซิเจนละลายน้ำ (Dissolved Oxygen – DO) ต้องมีเพียงพอสำหรับการหายใจของจุลินทรีย์แบบแอโรบิก โดยทั่วไปควรอยู่ที่ 2 ถึง 4 มิลลิกรัมต่อลิตร
-
ความเป็นกรดและด่าง (pH) ช่วงที่เหมาะสมที่สุดคือ 6.5 ถึง 8.5 หากน้ำเปรี้ยวหรือเค็มเกินไปจะทำให้จุลินทรีย์ช็อกและตายได้
-
สารอาหาร (Nutrients) นอกจากสารอินทรีย์แล้ว จุลินทรีย์ยังต้องการไนโตรเจนและฟอสฟอรัสในสัดส่วนที่พอเหมาะ (โดยทั่วไปคือ BOD ต่อ N ต่อ P ในอัตราส่วน 100 ต่อ 5 ต่อ 1)
-
สารพิษและการปนเปื้อน สารเคมีรุนแรง น้ำมัน หรือโลหะหนักที่หลุดเข้ามาในระบบอาจทำลายจุลินทรีย์ได้ทันที
การตรวจสอบลักษณะของตะกอนและสภาพของน้ำในถังเติมอากาศเป็นประจำจะช่วยให้เราคาดการณ์สุขภาพของจุลินทรีย์ได้ หากตะกอนมีสีน้ำตาลเข้มและตกลงมาได้อย่างรวดเร็วแสดงว่าระบบมีความสมบูรณ์ แต่ถ้าตะกอนลอยหรือมีสีซีดจางอาจเป็นสัญญาณว่าระบบกำลังมีปัญหาที่ต้องรีบแก้ไข

ข้อดีของการบำบัดน้ำเสียทางชีวภาพ เมื่อเทียบกับวิธีทางเคมีหรือกายภาพ
การตัดสินใจเลือกใช้ระบบชีวภาพไม่ได้มีดีแค่เรื่องประสิทธิภาพ แต่ยังมี ข้อดีของการบำบัดน้ำเสียทางชีวภาพ ในมิติอื่นๆ ที่น่าสนใจดังนี้
-
ต้นทุนการดำเนินงานต่ำ เนื่องจากไม่ต้องใช้สารเคมีในปริมาณมากเหมือนกระบวนการทางเคมี ทำให้ประหยัดงบประมาณในระยะยาว
-
เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะกระบวนการย่อยสลายเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ไม่มีการเติมสารแปลกปลอมที่อาจสร้างมลพิษต่อเนื่องลงไปในแหล่งน้ำ
-
สามารถบำบัดสารอินทรีย์ที่ละลายน้ำได้ดี ซึ่งวิธีทางกายภาพอย่างการกรองหรือการตกตะกอนธรรมดาไม่สามารถทำได้
-
มีความยืดหยุ่นสูง สามารถออกแบบเพื่อกำจัดไนโตรเจนและฟอสฟอรัสได้ด้วยการปรับเปลี่ยนสภาวะอากาศในถังบำบัด
-
กากตะกอนที่เกิดขึ้นสามารถนำไปพัฒนาเป็นปุ๋ยหรือปรับปรุงสภาพดินได้ หากน้ำเสียเริ่มต้นไม่มีการปนเปื้อนโลหะหนัก
ข้อดีเหล่านี้ทำให้ระบบชีวภาพเป็นทางเลือกอันดับแรกๆ ในการออกแบบโรงบำบัดน้ำเสียสมัยใหม่ที่เน้นเรื่องความยั่งยืนและการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมให้เหลือน้อยที่สุด
มาตรฐานน้ำทิ้งโรงงานอุตสาหกรรม และความรับผิดชอบทางกฎหมายที่ต้องใส่ใจ
การติดตั้ง ระบบบำบัดน้ำเสียแบบชีวภาพ มีวัตถุประสงค์หลักคือการทำให้น้ำทิ้งมีคุณภาพเป็นไปตาม มาตรฐานน้ำทิ้งโรงงานอุตสาหกรรม ตามที่กระทรวงอุตสาหกรรมและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกำหนด พารามิเตอร์สำคัญที่กฎหมายให้ความสำคัญ ได้แก่ ค่า BOD ต้องไม่เกิน 20 มิลลิกรัมต่อลิตร ค่าสารแขวนลอย (SS) และค่าความเป็นกรดด่าง (pH) รวมถึงต้องไม่มีสารพิษหรือโลหะหนักปนเปื้อนเกินเกณฑ์
การฝ่าฝืนปล่อยน้ำเสียที่ไม่ได้มาตรฐานมีโทษรุนแรง ทั้งการสั่งปรับ การสั่งหยุดกิจการชั่วคราวเพื่อปรับปรุงระบบ หรือแม้แต่โทษจำคุกสำหรับผู้ที่เกี่ยวข้อง การมีระบบบำบัดที่มีประสิทธิภาพและมีการตรวจวัดคุณภาพน้ำอย่างสม่ำเสมอจึงเป็นเหมือนการประกันความเสี่ยงให้กับธุรกิจ ช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นโดยไม่ต้องกังวลเรื่องการทำผิดกฎหมายหรือการถูกร้องเรียนจากชุมชนรอบข้าง
ปัญหาที่พบบ่อยในระบบบำบัดน้ำเสียและวิธีแก้ไขเบื้องต้น
แม้ระบบจะถูกออกแบบมาอย่างดี แต่บางครั้งอาจเกิดปัญหาหน้างานที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างรวดเร็ว ปัญหาที่พบได้บ่อยในระบบบำบัดน้ำเสียแบบชีวภาพ ได้แก่
-
ปัญหาตะกอนลอย (Sludge Bulking) เกิดจากจุลินทรีย์สายใยเติบโตมากเกินไปทำให้น้ำขุ่นและตะกอนไม่ตกที่ก้นถัง แก้ไขได้ด้วยการปรับปริมาณอากาศหรือควบคุมค่า pH ให้เหมาะสม
-
น้ำเสียมีกลิ่นเหม็น มักเกิดจากปริมาณออกซิเจนละลายน้ำ (DO) ไม่เพียงพอ ทำให้เกิดสภาวะแอนแอโรบิกในจุดที่ไม่ต้องการ ต้องเพิ่มการเติมอากาศหรือตรวจสอบเครื่องจักร
-
ตะกอนตายหรือระบบล่ม มักเกิดจากสารพิษหลุดเข้ามาในระบบหรือการขาดสารอาหารอย่างรุนแรง ต้องทำการระบายตะกอนเดิมออกและเติมหัวเชื้อจุลินทรีย์ใหม่เข้าไป
-
ฟองขาวล้นถังเติมอากาศ อาจเกิดจากสารซักฟอกมากเกินไปหรือจุลินทรีย์เริ่มเจริญเติบโตในช่วงเริ่มต้น แก้ไขได้ด้วยการฉีดพ่นละอองน้ำหรือใช้สารลดฟองในปริมาณที่เหมาะสม
การหมั่นสังเกตและบันทึกข้อมูลการทำงานของระบบในทุกวันจะช่วยให้เราเห็นแนวโน้มความผิดปกติได้ก่อนที่จะเกิดความเสียหายรุนแรง การมีคู่มือการปฏิบัติงานที่ชัดเจนสำหรับช่างผู้ดูแลจะช่วยให้การแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีระบบ
การดูแลรักษาระบบบำบัดน้ำเสียให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพยาวนาน
ความยั่งยืนของระบบบำบัดน้ำเสียไม่ได้จบลงที่การก่อสร้าง แต่คือการบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง การดูแลรักษาระบบบำบัดน้ำเสียแบบชีวภาพต้องเน้นที่สองส่วนคือ เครื่องจักรและตัวจุลินทรีย์ เครื่องเติมอากาศและปั๊มสูบน้ำต้องได้รับการตรวจเช็กตามรอบเวลาเพื่อป้องกันการหยุดทำงานกะทันหัน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อระดับออกซิเจนในน้ำทันที
ในส่วนของจุลินทรีย์ ต้องมีการตรวจสอบความเข้มข้นของตะกอน (MLSS) ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมตามที่วิศวกรออกแบบไว้ การระบายตะกอนส่วนเกิน (Waste Activated Sludge) ออกจากระบบเป็นประจำจะช่วยรักษาอายุของตะกอน (Sludge Age) ให้มีความสดใหม่และมีประสิทธิภาพในการย่อยสลายสารมลพิษได้ดีที่สุด การลงทุนกับอุปกรณ์ตรวจวัดคุณภาพน้ำเบื้องต้นที่หน้างานจะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถตัดสินใจปรับปรุงการทำงานของระบบได้อย่างทันท่วงทีโดยไม่ต้องรอผลจากห้องแล็บเพียงอย่างเดียว
We Environment บริการตรวจวัดและดูแลระบบบำบัดน้ำเสียครบวงจร
หากคุณกำลังเผชิญกับปัญหาน้ำเสียไม่ผ่านมาตรฐาน หรือต้องการผู้เชี่ยวชาญมาช่วยดูแลระบบบำบัดน้ำเสียแบบชีวภาพให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด We Environment พร้อมให้บริการคุณอย่างมืออาชีพ เราคือห้องปฏิบัติการวิเคราะห์คุณภาพสิ่งแวดล้อมที่ได้รับความไว้วางใจจากโรงงานชั้นนำทั่วไทย ด้วยประสบการณ์ที่ยาวนานในการตรวจวัดพารามิเตอร์น้ำเสียทุกรูปแบบ
ที่ We Environment เราไม่ได้เพียงแค่ส่งผลวิเคราะห์ที่เป็นตัวเลขให้คุณเท่านั้น แต่เรายังมีทีมวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อมที่พร้อมจะช่วยคุณแปลผลและให้คำแนะนำในการปรับปรุงระบบบำบัดน้ำเสียให้ทำงานได้อย่างเต็มสมรรถนะ เราเข้าใจถึงข้อกำหนดของ มาตรฐานน้ำทิ้งโรงงานอุตสาหกรรม เป็นอย่างดี และพร้อมจะเป็นพาร์ทเนอร์ที่ช่วยให้การจัดการสิ่งแวดล้อมขององค์กรคุณเป็นเรื่องง่ายและถูกต้องตามกฎหมาย 100 เปอร์เซ็นต์ เพื่อให้ธุรกิจของคุณเติบโตไปพร้อมกับสิ่งแวดล้อมที่ดี ให้ We Environment ดูแลคุณภาพน้ำเสียของคุณ เพื่อความมั่นใจในทุกหยดที่ปล่อยสู่ธรรมชาติ
บทสรุปของการจัดการน้ำเสียด้วยระบบชีวภาพเพื่อโลกใบนี้
ระบบบำบัดน้ำเสียแบบชีวภาพคือเทคโนโลยีที่เป็นคำตอบสำคัญสำหรับปัญหามลพิษทางน้ำในปัจจุบัน การใช้พลังของธรรมชาติผ่านจุลินทรีย์เพื่อกำจัดมลพิษไม่เพียงแต่ช่วยให้เราปฏิบัติตามกฎหมายได้อย่างถูกต้อง แต่ยังเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อโลกและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม การเลือกใช้ระบบที่เหมาะสม เช่น ระบบบำบัดน้ำเสียแบบเติมอากาศ และการดูแลรักษาอย่างถูกวิธี จะช่วยให้ระบบระบายน้ำเสียของคุณทำงานได้อย่างมั่นคงและคุ้มค่าที่สุดในระยะยาว มาร่วมกันสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการจัดการน้ำเสียด้วยวิธีธรรมชาติ เพื่อคืนน้ำใสสู่แหล่งน้ำสาธารณะและรักษาความอุดมสมบูรณ์ของโลกเราสืบต่อไปถึงคนรุ่นหลัง
คำถามที่พบบ่อย
1. สารเคมีหรือน้ำยาล้างห้องน้ำที่รุนแรงส่งผลกระทบต่อระบบบำบัดแบบชีวภาพอย่างไร? สารเคมีที่มีฤทธิ์เป็นกรดหรือด่างสูง รวมถึงสารฆ่าเชื้อที่มีความเข้มข้นสูงสามารถทำลายจุลินทรีย์ในระบบบำบัดน้ำเสียแบบชีวภาพให้ตายลงได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ระบบบำบัดล้มเหลวและน้ำทิ้งมีกลิ่นเหม็นหรือค่า BOD พุ่งสูงขึ้น ดังนั้นจึงควรมีการควบคุมปริมาณสารเคมีที่ลงสู่ท่อระบายน้ำหรือเปลี่ยนไปใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแทน
2. ทำไมระบบบำบัดน้ำเสียที่เพิ่งติดตั้งใหม่ถึงยังบำบัดน้ำให้ใสไม่ได้ในทันที? ระบบบำบัดน้ำเสียแบบชีวภาพต้องการระยะเวลาในการเริ่มต้นที่เรียกว่าช่วง Start-up เพื่อให้จุลินทรีย์ขยายพันธุ์และสร้างปริมาณให้มากพอจนเกิดเป็นฟลอคตะกอนที่สมบูรณ์ โดยปกติจะใช้เวลาประมาณ 2 ถึง 4 สัปดาห์ การเติมหัวเชื้อจุลินทรีย์ที่มีคุณภาพจะช่วยลดระยะเวลานี้ลงได้และทำให้ระบบพร้อมทำงานได้เร็วขึ้น
3. การเติมอากาศมากเกินไปส่งผลเสียต่อระบบบำบัดน้ำเสียหรือไม่? การเติมอากาศที่มากเกินความจำเป็นนอกจากจะทำให้เสียค่าไฟฟ้าโดยไม่เกิดประโยชน์แล้ว ยังอาจทำให้เกิดปัญหาตะกอนตีแตก ซึ่งตะกอนจะมีขนาดเล็กมากจนไม่สามารถตกตะกอนในถังตกตะกอนได้ ทำให้น้ำทิ้งมีความขุ่นและมีค่าสารแขวนลอยสูงเกินมาตรฐาน การปรับปริมาณอากาศให้พอดีกับภาระมลพิษจึงเป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง
4. เราจะทราบได้อย่างไรว่าถึงเวลาที่ต้องระบายตะกอนออกจากระบบบำบัดน้ำเสียแล้ว? วิธีที่ง่ายที่สุดคือการตรวจสอบค่า MLSS ในถังเติมอากาศหรือการทดสอบการตกตะกอนในเวลา 30 นาที หากพบว่าปริมาณตะกอนในถังมีมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์หรือสูงกว่าค่าที่ออกแบบไว้ แสดงว่าจุลินทรีย์มีปริมาณมากเกินไปและเริ่มแก่ตัวลง ซึ่งควรทำการระบายตะกอนส่วนเกินออกเพื่อรักษาประสิทธิภาพในการย่อยสลายสารอินทรีย์ให้คงที่
5. ระบบบำบัดน้ำเสียแบบชีวภาพสามารถกำจัดโลหะหนักหรือสารพิษร้ายแรงได้ไหม? โดยธรรมชาติแล้วจุลินทรีย์ไม่ได้มีหน้าที่หลักในการกำจัดโลหะหนัก และโลหะหนักปริมาณมากมักจะเป็นพิษต่อตัวจุลินทรีย์เองด้วย หากน้ำเสียมีการปนเปื้อนโลหะหนักหรือสารเคมีรุนแรง จำเป็นต้องมีระบบบำบัดทางเคมีหรือกายภาพเพื่อกำจัดสารเหล่านั้นออกก่อนที่จะส่งน้ำเข้าสู่กระบวนการทางชีวภาพเพื่อให้จุลินทรีย์ทำงานได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
อ่านเพิ่มเติม:


